Profil de ♪モモの世界☆。。。โลกของเด็กหัวแต...PhotosBlog Outils Aide

♪ momonaaa♪

Occupation
Lieu

モモの世界☆。。。โลกของเด็กหัวแตงโม

新しい世界が待ってる!!。。。กับการก้าวไปข้างหน้าบนโลกใหม่
25 janvier

หลังจากที่ไม่ได้เขียนมานานเกือบปี

แหะ แหะ
 
ชีวิตที่แสนวุ่นวายของหนูโม่มันก็คงยังมีอยู่ต่อไป
 
 
อยากจะมาเล่าให้ฟัง ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในชีวิตโม่ที่ผ่านมา
แต่ถ้านั่งเล่าทีละอย่างคงไม่มีวันจบ เลยเอาเรื่องหลักๆ มาเล่าให้ฟังละกัน
 
 
 
เรื่องแรก เรื่องเรียน
เริ่มเรียนเศรษฐศาสตร์อย่างจริงจังแล้ว หลังจากที่มหาลัยปล่อยให้ลอยไปลอยมาปีครึ่ง
ไม่ได้เรียนอะไรหนักๆ ทีเดียวเยอะๆ แบบนี้มานานแล้ว ชีวิตแบบว่าอับเฉามาก
อาจารย์สอนไม่ค่อยรู้เรื่อง หนังสือสามสีร้อยหน้าเป็นกองๆ ศัพท์เฉพาะที่ต้องจำอีกมากมาย
ต่อสู้กับเลขทั้งหลายที่หลังๆ เริ่มจะญาติดีด้วยแล้ว เพราะว่าอยู่ด้วยกันนาน
การบ้านที่คนญี่ปุ่นทำไม่ได้ แล้วโม่จะทำได้ไหม เฮ้อ....
 
เศรษฐศาสตร์ เป็นอะไรที่สนุกนะในสายตาของโม่
แต่อาจจะเป็นเพราะว่ายังไม่ชินกับสิ่งใหม่ๆ ที่มันเข้ามาที่เดียวในชีวิตมากเกินไป สมองจะระเบิดได้
ตอนนี้ก็อ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ อีกตั้งสามอาทิตย์ แต่ดูเหมือนว่าเวลามันจะไม่พอเลยอ่ะ....
 
 
 
เรื่องที่สอง เรื่องแบด
ยังเล่นแบดอยู่เหมือนเดิม หลังๆ เจอจับลงแข่งประเภททีมด้วย คงหนีจากคลับนี้ไม่ได้แล้ว
เรื่องนั่นปล่อยให้เวลาเป็นคนตัดสิน โม่ว่าบางทีโม่อาจจะต้องเลือกที่ต้องเลิกแบด ถ้าโม่เรียนไม่ไหวอ่านะ
 
แต่ขออวดๆๆๆ
 
ปลายปีที่แล้ว มีแข่งคู่ผสมของคลับในมหาลัยเขตภาคคันโต (โตเกียวและจังหวัดรอบๆ )
โม่ลงแข่งกับพี่ที่เล่นมาด้วยกันตั้งแต่ปีหนึ่ง ในระดับบี (มันมีแบ่งระดับตามความสามารถ เอเก่งสุด มีถึงดี)
 
ชนะเลิศ ได้ทีหนึ่งในวันนั้นนะคับ星
ต้องขอบคุณพี่ที่แข่งด้วย ทำให้โม่ได้กระเป๋าใส่ไม้แบดอันไหนที่ดูดีกว่าอันเก่า (เพราะว่าดำมากๆ )
ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้รางวัลนี้มา ทำให้ชื่อโม่นี่เป็นที่รู้จักไปกันใหญ่ (ปกติดังอยู่แล้วเพราะว่าเป็นเด็กต่างชาติ
หลังๆ เลยอยากเล่นแต่คู่ผสม แหะแหะ
 
 
เรื่องที่สาม เรื่องสังคมเพื่อนๆ
เพื่อนดีบ้าง ไม่ดีบ้าง
หลังๆ เหมือนกับว่าเพื่อนที่ไม่ดี มันอาจจะเยอะหน่อยทำให้เหนื่อยใจ
อยู๋ต่อหน้ายิ้มคุยธรรมดา แต่พอลับหลังเอาเรื่องโม่ไปนินทา แบบว่าฟังแล้วช๊อกค้างไปเลย
 
เข้ามหาลัยไป ความรู้สึกพวกนี้ไม่ค่อยมี มันทำให้หลังๆ โม่คุยกับคนอยู่แค่ไม่กี่คน
เพื่อนรุ่นน้องในคลับ ที่มีความรู้สึกว่าเหมือนไอ้หนูหญิงเหลือเกิน ตัวติดกันเป็นตังเม
พี่ที่แข่งคู่ผสมด้วย พี่ชายที่แสนดี คอยเป็นห่วงตลอดเวลา (ตอนแรกๆ ไม่ค่อยรู้ตัว
เพื่อนในคลับ ที่อยู่มาด้วยกันตั้งแต่ปีหนึ่ง คนเดียวในรุ่นที่ตอนนี้ไว้ใจและอยากอยู่ด้วย
 
กับคนอื่นๆ ก็เหมือนกับรักษามารยาท เค้าคุยมาเราก็คุยไป
การที่ทำตัวแบบนี้ ไม่ดีหรอก โม่รู้ตัวอยู่ แต่เหมือนกับว่าโม่ในตอนนี้มันได้แค่นั้นจริงๆ
 
ไม่อยากจะเจอการถูกหักหลังอีก เหมือนกับที่เคยเจอเมื่อสองปีที่แล้ว
ถ้าจะให้สู้ ตอนนี้โม่ขอหนีไปอยู่ในที่ที่โม่สบายใจมากกว่า
 
 
อืม เล่ามาไม่ค่อยมีเรื่องร่าเริงเลยเนอะ
แต่ให้พูดตามตรง ช่วงปีกว่าที่ผ่านมามันมีทั้งเรื่องที่ดีสุดๆ แล้วก็เรื่องที่เลวร้ายสุดๆ
ชีวิตที่ดูเหมือนมีคลื่นเข้ามาเป็นระลอกๆ แอบสงสัยว่าทำไมยังอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้ได้หนอ
 
 
 
 
สังคมที่ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไปอีกแล้ว ในสายตาของเด็กหัวโตคนนี้
ต่อไปจากนี้จะเป็นยังไงหนอ ไม่อยากคิดเลยยยยย
 
 
 
 
 
แต่ไม่ต้องห่วงนะคับ สู้ตายอยู่แล้ว
หัวอาจจะโตขึ้น แล้วตัวอาจจะโตตามด้วย ฮาฮา
1 mars

ทำจนได้แล้วคับ

เด็กหัวโตคนนี้ หลังจากที่พยายามเล่นแบดมานานหลายปี
เมื่อวานมีแข่งในมหาลัย...
 
เกมแรกกลับเหมที่ 2 ผ่านไปอย่างง่ายดาย ได้เข้ารอบรองชิงชนะเลิศ
ตีแบด วิ่งในคอร์ทจนแบบว่ากล้ามเนื้อมันยึด กระดิกตัวไม่ได้ไป 5 นาที
รอบรองชิงชนะเลิศแบบว่าสู้ไม่ไหว... เลยต้องไปแข่งชิงที่ 3.....
 
 
 
 
อยากจะร้องด้งๆ เลยว่า....
 
 
 
 
 
 
 
 
โม่ทำได้แล้วววววววววววว
โม่ได้ที่ 3 เลยนะ++++++++++ Wink
 
 
 
 
 
เกือบร้องไห้ออกมาตรงนั้นเพราะความดีใจบวกกับความเจ็บขา เหอ เหอ
เพิ่งเคยได้รางวัลครั้งแรก แต่เจ็บไปทั้งตัว ไม่รูว่าคุ้มกับรึป่าวเนอะ
 
 
 
จบข่าว แหะ แหะ ขอตัวไปยิดกล้ามเนื้อก่อนนะคับ
18 février

ชีวิตที่แสนจะวุ่นวาย

ช่วงเวลาที่ผ่านมาถ้าถามว่ามีอะไรเกิดขี้นกับชีวิตมั้ง.อืม...ตอบยากนิดนึงนะ

นอกจากเรื่องเรียนเรื่องแบดเรื่องเพื่อนแล้ว มันยังมีเรื่องงานที่ต้องรับผิดชอบในคลับอีก

พูดตามตรง ยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ว่าทำไมถึงมาจับเราทำ ทั้งๆ ที่เป็นเด็กต่างชาติ งงจริงๆ เลย

เพราะว่าเรื่องนี้แหละ เลยทำให้เสาร์อาทิตย์ไม่มีเวลาว่างเลย แล้วยังไม่มีเวลาคุยกับตัวเอง

เกือบจะบ้าตายกับไอ้เรื่องนี้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันก็ดูลงตัวขึ้นแล้ว เลยสบายขึ้นมาหน่อย

ชีวิตต้องสู้จริงๆ นะเนี่ย  เหอ เหอ

 

ที่จริงสอบเสร็จแล้วแอบหนีไปเที่ยวคนเดียวที่คะนะซาว่ามา ย้ำนะ ว่าไปมาคนเดียว

โรงแรมที่จองไปก็แบบว่าเอาห้องใหญ่ให้...นอนกลิ้งไปกลิ้งมาคนเดียวสบายใจ แต่แอบเหงา แหะแหะ

เดินดูเมืองเก่าๆ ดูบรรยากาศ แล้วก็แรดไปดูกักโชซุคุริ ที่ได้รับรองว่าเป็นมรดกโลก

หนาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ไม่เคยเห็นหิมะกองทับถมกันขนาดนี้ แอบกรี๊ด

เล่นหิมะมากเกินไป มือแอบเจ็บนิดหน่อย อนาถใจตัวเองที่ทำอะไรไม่ค่อยระวังตัวเลยเนอะ...

ไว้จะเอารูปมาลงให้ดูเล่นๆ กัน รออีกแป๊บนะคับ

 

ชีวิตงงๆ ไปวันๆ แต่ไม่เลวร้ายเท่าไหร่

ไว้จะมาเขียนอีกเน้อ ตอนนี้ขอไปทำธุระก่อนแล้วววววว

6 septembre

กลับบ้านรอบนี้

ที่จริงแล้วยังมีเวลาอีกอาทิตย์กว่าๆ ที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
เอ๊ะ...ไม่สิเพราะว่า 3 วันเราจะบินไปสิงคโปร์หาเฮียคิมนี่หว่า....
เอาเป็นว่าเพราะว่าวันนี้อยู่ดีๆ ก็ได้อยู่บ้านคนเดียวตั้งแต่เช้า
จะออกไปไหนก็ไม่ได้เพราะว่าเล่นลงกลอนกันขนาดนี้แล้วเด็กหัวโตนี่ไม่มีกุญแจ
ป๊ะป๋าคงลืมไปแล้วว่าลูกสาวตัวนี้มันไม่มีกุญแจบ้าน ก๊ากกกกกก
 
 
        กลับมาเมืองไทยรอบนี้ เจอผู้คนมากมาย ได้คุยอะไรกับคนมากมาย
        ได้ประสบการณ์ในการทำงานล่ามครั้งแรก (ได้ตังค์ ได้คนรู้จักเพิ่ม ได้อาหารแช่เย็นกินฟรีตลอดชีวิต อิ๊อิ๊)
        ได้ค้นพบตัวเองในแง่ใหม่ๆ หรืออาจจะเป็นมาตั้งแต่อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วเพิ่งมารู้สึกตัวนี่
        มองกรุงเทพ ที่เหมือนจะเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี
        มองคน(ที่เดินบนท้องถนนไปมา) กับความรู้สึกว่าไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราเคยอยู่สมัยก่อน
 
 
อะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนไปตามเวลา
มีทั้งที่เราอยากให้มันเปลี่ยน และที่มันต้องเปลี่ยนโดยที่เราไม่เต็มใจ
ความคิดของเรา ความคิดของคนอื่น สิ่งต่างๆ รอบตัว ค่านิยม มุมมองของโลกในแง่ต่างๆ
การเปลี่ยนแปลง มันเป็นเรื่องที่มาพร้อมกับเวลาที่ไหลผ่านไปทุกวินาที และเราต้องยอมรับให้ได้
การเปลี่ยนแปลง บางครั้งมันน้อยมาก มากจนเราไม่สามารถที่จะไปรับรู้มันได้
แต่การเปลี่ยนแปลงน้อยๆ พวกนั้น มันก็รวมตัวกันได้จนสะดุดตา จนในที่สุดเราก็ต้องยอมรับมันอยู่ดี
 
 
        เคยคิดว่า ตัวเองเป็นพวกที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงซักเท่าไหร่
        เพราะชอบที่จะมีชีวิตอะไรที่เหมือนๆ เดิม ไม่ต้องลุ้นอะไรมากว่าจะมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นรึป่าว
        ทุกอย่างถ้าเป็นไปตามแบบที่มันเคยเป็นมา มันคงสบายและไม่ต้องคิดมากอะไร
        เพราะฉะนั้น พอเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาทีนึง ก็จะคิดมากคิดหนักจนจะตายได้
        แต่หลังจากที่ตัดสินใจเลือกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต การไปเรียนญี่ปุ่น
        มันก็ดูเหมือนว่า อะไรหลายๆ อย่างในต้วโม่มันเปลี่ยนไป โดยที่ไม่ค่อยจะรู้ตัวเท่าไหร่เลย
 
        แน่นอน ตอนแรกโม่ยังคงคิดว่าตัวเองยังอยากที่จะมีชีวิตเหมือนๆ เดิม (ในแบบใหม่ในญี่ปุ่น)
        เรียน กิน เล่น นอน ไม่ได้คิดอะไรมากมาย (ถ้าคิดก็แบบว่าไม่ยอมเลิก)
        ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต คิดแค่ว่ามีความสุขไปวันๆ ก็พอ เพราะว่าเรามีหลักประกันแล้ว
 
 
        ++อยู่ญี่ปุ่นมาเกือบจะครบรอบ 5 ปีแล้ว++
        เจอผู้คนในแบบที่ไม่เคยเจอมากมาย ได้ฟังความคิดมุมมองในแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน
        มันทำให้รู้สึกว่าโลกที่เคยอยู่มามันแสนแคบเหลือเกิน มีอะไรอีกมากมายที่รอเราอยู่
        แล้วเราทำไมเราถึงไม่ยอมรับมัน ด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวการเปลี่ยนแปลง
        ความคิดแบบนี้มันแสนจะงี่เหง่าเหลือเกิน...ทำไมถึงเลือกที่จะเป็นกบในกะลามาตลอด ไม่เข้าใจ
 
        เข้ามหาลัยไป ค้นพบการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิต
        แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ทำให้โม่มีความสุข รู้จักตัวเองในด้านใหม่ๆ มากขึ้น
        และที่สำคัญ คือการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น มันทำให้ได้เจอกับความฝัน ที่ถูกลืมไว้ในส่วนลึกในจิตใจ
        มันทำให้โม่มีแรงฮึด ที่จะสู้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้ อย่างที่ไม่กลัวไปก่อนอย่างสมัยก่อน
        ถึงมันจะดูเพ้อเจ้อไปบ้าง แต่ก็ดีกว่าการที่จะต้องอยู่แบบไรจุดมุ่งหมายเหมือนสมัยก่อน
 
 
ที่คิดได้อย่างงี้ ต้องขอบคุณทุกคนที่ผ่านมาในชีวิตโม่ ที่มาพูดคุยนั่งแลกเปลี่ยนความคิดกัน
ทำให้โม่รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงนี่ไม่เลวร้ายเท่าไหร่เนอะ ออกจะดูน่าตื่นเต้นดีออก
 
 
พรุ่งนี้ไปสิงคโปร์คับผม
อยากได้อะไรบอกมานะค้าบบบบ ถึงจะไม่ค่อยมีตังค์ก็ตามแต่...
1 août

ชีวิตมหาลัย

ไม่ได้เขียนมานานมากๆ เลย ขออภัยจริงๆ
 
เข้ามหาลัยไปแล้วมีเรื่องสนุกสนานและเหนื่อยแทบตายมากมาย
จนไม่สบายจะตายเอาไปหลายรอบ (ล่าสุดนี่ไข้ขึ้นตอนช่วงเริ่มสอบ)
แต่ต้องยอมรับว่าเป็นช่วงเวลาที่ใช้ชีวิจได้คุ้มค่าจริงๆ เลยนะ
 
 
          เพื่อนในห้อง ที่โม้มาตั้งแต่ตอนแรกว่านิสัยดี พวกมันก็ดีกับโม่จริงๆ อ่ะ
          อยู่ด้วยกันตลอดเวลาที่มี เวลาไม่สบายก็แบบว่าส่งเมลล์มาสิ่งให้นอนให้กินยา
          เรียนอะไรไม่รู้เรื่องก็นั่งสอนให้ ทั้งๆ ที่เวลาของพวกมันก็จะไม่ค่อยมีเท่าไหร่
          ยอมรับโม่ในแบบที่โม่เป็นโดยไม่ต้องปั้นหน้าเข้าใส่กันเลย....
          ตอนนี้ในห้องเลยมีน้องชาย 1 คน น้องสาวอีก 2 คน กลายเป็นพี่สาวคนโต        
          แรกๆ ก็แบบว่าไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เพราะแอบรู้สึกว่าแก่อ่ะ...
          แต่เพื่อนคนที่เป็นน้องชายมันบอกว่า
 
          เพราะว่าเป็นโมโม่นะ ถึงได้เรียกแบบนั้นได้
 
          เลยแบบว่า เอาว่ะ อยากเรียนอะไรก็ได้ตามสบายเพื่อนๆ เหอ เหอ
          ตอนนี้สอบเสร็จปืดเทอมแล้วไม่ค่อยได้เจอพวกมัน...คงเหงาเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย...
 
 
 
พูดถึงเรียนสอบ แล้วก็เอาถึงเรื่องเรียนซักหน่อย
วิธีเรียนในมหาลัยมันไม่เหมือนกันตอนม.ปลาย ทำเอาเหนื่อยไปเหมือนกันในตอนแรก
แถมดันลงจำนวนเท่าๆ กับเพื่อนโดยลืมไปว่าตัวเองไม่ใช่คนญี่ปุ่น
ตอนสอบนี้แบบว่ากรี๊ดไปเลยค่ะ แถมจะร้องไห้เลยวันที่มีสอบ 3 ตัว
รายงานก็แบบว่าไม่ได้เขียนง่ายๆ เหมือนตอนม.ปลาย แก้แล้วแก้อีก...
แต่ก็ผ่านมาได้ละ...ตอนนี้เหลือรายงานอีก 2 เล่มทุกอย่างก็จะจบแล้วววว
 
 
 
          แล้วก็เรื่องคลับแบด...รักคลับแบบดมากมาย (อีกแล้วคับ)
          อย่างที่เคยบอกแหละ ว่าอาจเป็นเพราะว่าคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันมาอยู่ด้วยกัน
          มันเลยทำให้ไม่ต้องปรับตัวเองอะไรมากมาย คุยอะไรได้ตรงๆ
          ปิดเทอมนี้คงบ้าซ้อมแบดเหมือนเดิม อยากจะเก่งให้มากกว่านี้จริงๆ เลยยย
 
 
 
โม่กลับเมืองไทยวันที่ 24 เดือนนี้นะคับ
ใครว่าๆ มาเจอกันไปกินข้าวกันนะ
 
18 mai

เข้ามาบอกว่า

อัพรูปแล้วนะคับ
รอบนี้เป็นรูปเพื่อนๆ ในห้องที่มาโปรโมตไว้เยอะว่าน่ารักกันทุกคนเลย
อ่อ แล้วใครที่อยากเห็นน้องตันในชุดสูทก็มีนะคะ 55
 
 
วันนี้มีเรียนคาบ 4 คาบเดียว เลยไม่ต้องรีบตื่น นั่งทำอะไรเอื่อยๆ ไปตามภาษา
เพราะว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้กะมะรืนไม่อยู่บ้าน ไปค่ายรับน้องของแบด ที่ฟูจิคิว อีกแล้วคับ ปีนี้รอบที่ 3 แล้ว
แต่ว่าคราวนี้ไปกับเพื่อนแบดในมหาลัย ก็คงฮากันไปอีกแบบ ดีๆ
 
          อยู่ในห้องเป็นพวกที่เหมือนจะไปแกล้งคนอื่นเค้านะ
          แต่พออยู่ในคลับปุ๊บกลายเป็นพวกโดยแกล้งโดยทันที
 
คือ เด็กที่เล่นแบดมาก่อนแล้วเป็นผู้หญิงเนี่ย มีโม่กับอีกนึง ซึ่งเค้ายังไม่ได้ไปบ่อยขนาดนั้น
แล้วคราวนี้ คนที่จะซ้อมจะเล่นด้วยได้บ่อยๆ ก็คือพี่ๆ กับพวกเด็กผู้ชายที่เคยเลยมาก่อน
สนิทกันจนขนาดที่ว่าโดนบอกว่า โมโม่เนี่ย นับเป็นเด็กผู้ชายปี 1 จะง่ายกว่าไหม?
เหอเหอ วันก่อนแกล้งอีกคนนึงอยู่ดีๆ ไหงกลายเป็นว่าโดนรุมแกล้งจนดูเหมือนว่าความสูงจะหายไปเซนนึง
คือ โม่สะพายกระเป๋าแบดไง พวกมันก็แบบว่าผลัดกันมากดๆๆๆๆๆ จนจะหงายหลังเอา เหอ เหอ
จำไว้นะพวกแก ฮึมๆ ไว้มีโอกาสแก้แค้นจะเอาให้สาสมเลย
 
 
มีความสุขดี แอบคิดมากเล็กน้อยไปตามภาษา
อาจเป็นเพราะว่ายังกังวลโน้นกังวลนี่ กลัวอย่างโง้นกลัวอย่างงี้
ทั้งๆ ที่มีเพื่อนดีๆ อยู่เต็มไปหมดแล้วนะ ยังไม่วายไปสนใจกับคำประชดของบางคน
เหอ เหอ...เมื่อไหร่โรคอันนี้จะหายไปจากโม่ซะทีนะ....
 
 
笑っていられるのはみんなのおかげ
頑張れるような気がしてきたぞ♪♪
 
ありがとうー☆
5 mai

ปิดยาวเกือบอาทืตย์

ชีวิตมหาลัยที่แสนจะวุ่นวายและสนุกสนานผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนโกหก
ไม่ได้เขียนมานานมากๆ เพราะว่าไม่มีเวลา + กลัวว่าความสนุกสนานที่เจอมาจะบรรยยายไม่หมด
 
 
เอาเรื่องเรียนก่อนละกัน อาทิตย์นึง 18 คาบ เหนื่อยมากกกกกกกกกกกกกกก
เพราะว่าตอนที่อยู่ม.6 เรียนน้อยกว่านี้และเวลาคาบนึงมันก็แค่ 60 นาทีอ่ะ เข้ามหาลัยมาเจอ 90 นาที กรี๊ดดดดดดด
 
 
      วันจันทร์คาบแรกเศรษฐศาสตร์การเมือง คาบที่ 3 การเมือง คาบที่ 4 ภาษาจีน แล้วก็ไปซ้อมแบดถึง 3 ทุ่ม
      
      วันอังคารคาบแรกปรัชญา คาบที่ 2 คอม คาบที่ 3 ภาษาจีน คาบที่ 4 พละ(เรียนเทนนิส) คาบที่ 5 เซมิเด็กต่างชาติ (ไม่ต้องไป อิอิ)
      
      วันพุธคาบแรกเลข คาบที่ 2 基礎演習 (อารมณ์ประมาณให้ไปหาเรื่องที่สนใจมาเรื่องนึง แล้วไปค้นคว้า มารายงาน)
      คาบที่ 3 ภาษาอังกฤษ 1 (ขอบอกว่าน่าเบื่อมากกกกกกกกกกกกก) คาบที่ 4 ภาษาจีน คาบที่ 5 public policy แล้วไปตีแบดต่อ
      
      วันพฤหัสคาบแรก 適応行動論 อารมณ์ประมาณเรียนว่าคนมีการพัฒนายังไง คาบที่ 3 ภาษาอังกฤษ 2 (น่าเบื่อพอกัน)
      คาบที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คาบที่ 5 情報メディア伝達論 อารมณ์อาจารย์เค้าอยากสอนเรื่อง Globalization
      
      วันศุกร์คาบ 4 เรียนเศรษฐศาสตร์ ทั้งวันมีคาบเดียว แล้วไปตีแบดต่อถึง 6 โมงครึ่ง
 
 
เข้าใจยังอ่ะว่าทำไมถึงตายไปเลย ไม่ค่อยได้กลับบ้านก่อนทุ่มนึงหรอก กำลังคิดว่าจะไม่ไปซ้อมวันพุธแล้วอ่ะ
กว่าจะได้นอนก็ตี 1 ตี 2 นอนไม่เท่าไหร่ก็ต้องตื่นตอนประมาณ 6 โมงกว่าๆ เหอ เหอ ชิวิตแสนรันทด
จากหอกว่าจะไปถึงสถานีอ่ะต้องปั่นจักรยานประมาณ 15 นาที ถ้ารีบๆ 10 นาทีก็ไปถึงได้อยู่
วันไหนที่ฝนตกก็จะเซ็งไปเลย เพราะว่าต้องนั่งบัสไป แล้วแบบว่าคนก็เยอะ เปียกก็เปียก เซ็งๆๆๆๆ
แต่เอาเถอะ เพื่อความถูกแล้วเรายอมได้ เหอ เหอ
 
 
โม่คงจะเข้าคลับแบดต่อเหมือนเดิม คือไปจนเค้าจำหน้ากันจะได้เกือบทุกคนในคลับแล้ว ถ้าไม่เข้าคงโดนตบได้
แถมชอบมีข่าวลือแปลกๆ เกี่ยวกับโม่ปล่อยเต็มคลับไปหมดเลยอ่ะ เลยกลายเป็นคนดังโดนไม่ได้ตั้งใจ
แล้วเด็กผู้หญิงที่เคยเล่นแบดมาก่อนก็มีโม่แค่คนเดียว ก็เลยโชคดีที่ได้ซ้อมแต่กับคนเก่งๆ (แต่แอบเศร้าที่เล่นไม่ได้ดีเท่าไหร่)
มีความรู้สึกว่าถูกคาดหวังในตัวมากมาย ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เลยอ่ะ ไม่ชอบให้มีอะไรมากดดันตัวเอง เหอ เหอ
แต่ว่าพี่ๆ ในคลับ กับเพื่อนๆ ที่เจอก็คือแบบว่าน่ารักอ่ะ คุยกันได้ง่ายมากๆ เลย เลยคิดว่าคงจะพยายามให้มากที่สุดอ่ะแหละ
 
 
      มาเรื่องห้องตอนนี้ดีกว่า รักเพื่อนๆ ในห้องตอนนี้มากๆ เลยอ่ะ
      อย่างที่บอกไปแล้วว่าในโตไดเด็กผู้หญิงน้อยมากๆ เด็กผู้ชายเต็มไปหมด ตอนแรกก็แอบกลัวๆ อยู่
      แต่เพื่อนในห้องตอนนี้คือคุยกันง่ายมากๆ อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ไปไหนไปด้วยกันไม่มีแบ่งชายหญิง
      ไปเล่าให้ใครฟังก็มีแต่คนอิจฉา ว่าทำไมถึงอยู่รวมกันได้ขนาดนี้ อิ๊อิ๊
      คงเป็นเพราะว่านิสัยที่เป็นกันเอง แล้วก็คุยกันได้ง่ายๆ แล้วก็ตรงไปตรงมาด้วยมั้ง เลยทำให้เป็นแบบนี้
      เค้าว่ากันว่าจะดูห้องว่ารักกันดีรึป่าว ให้ดูเอาว่าเด็กผู้หญิงกับผู้ชายในห้องมันคุยกันได้รึป่าว
      ห้องโม่คงแบบว่า ไม่ต้องพูดไรอ่ะ อยากให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไป 2 ปีเลย เพี้ยงๆ
 
 
เรียนเหนื่อย เจอเพื่อนแล้วคุยเล่นหายเหนื่อย ไปคลับเฮฮาตีแบด กลับบ้านมานั่งจัดการชีวิตตัวเอง หลับ แล้วก็ตื่น
ชีวิตที่เหมือนๆ กันอย่างนี้แทบทุกวันไม่เลวร้ายเลยนะ แต่เหนื่อยเป็นบ้าเลยอ่ะ เหอ เหอ ไม่ค่อยอยากจะบ่นเท่าไหร่
 
 
เมื่อวานมี OB会 ของเด็กคลับแบดที่โรงเรียนม.ปลาย คือรวบรวมเด็กที่จบไปแล้วมาตีแบดเชื่อมความสัมพันธ์กัน
สนุกมากๆ เลยอ่ะ เพราะว่าได้เจอเพื่อนในคลับแบดที่ไม่ได้เจอกันมานานมากๆ ( 2 เดือนแน่ะ )
แล้วก็พี่ๆ ที่เป็นคนสอนให้โม่ตีแบดได้ขนาดนี้มากมาย เอาเป็นว่าแค่เห็นก็ดีใจจนน้ำตาเล็ด เวอร์มะ
ตีแบดก็แบบว่าเรื่อยๆ ตีไม่ค่อยได้ดีเท่าไหร่ แต่แบบว่าก็โอเคอ่ะ ถือว่าเอาความเฮฮาเป็นใช้ได้
 
      แล้วที่รอบนี้ OB会 มันสนุกเป็นพิเศษเนี่ย เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ไปกินข้าวต่อหลังจากนั้นด้วย
      ได้นั่งคุยกับพี่ๆ เฮฮากับเพื่อนๆ มันเป็นความรู้สึกที่แบบว่า
 
      เพราะเป็นคลับอันนี้ ถึงได้มีความรู้สึกแบบนี้ได้
 
      เหมือนกับเป็นครอบครัว ที่ไม่มีสายเลือดเดียวกัน แต่มีเพียงแค่ความรักในการตีแบดที่มาทำให้เชื่อมต่อกัน
      คุยเล่นได้อย่างสบายใจ หัวเราะอ้าปากกว้างๆ ได้โดยไม่ต้องสนใจใคร แซวกันได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ
      ทำไมเพียงแค่ความรักในการตีแบดเนี่ย มันถึงเชื่อมโยงคนได้ขนาดนี้นะ....
 
สนุกมากๆ จนไม่อยากให้เวลามันผ่านไปเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ยังอยากที่จะนั่งคุย นั่งเอ๋อมองหน้าคนโน้นคนนี้ นั่งแซวคนโน้นคนนี้ไปเรื่อยๆ
แต่ก็รู้แหละว่าทำไม่ได้ ของแบบนี้มันมีบ่อยๆ อาจจะทำให้ค่าของมันลดลงไปอีกก็ได้ ไม่แน่
 
 
สรุปว่าชีวิตมีความสุขมากๆ แต่ก็เหนื่อยมากๆ วันนี้เลยนอนทั้งวันเลย หนังสือไม่ได้แตะ กรี๊ดดดดดดดด
ต้องไปจัดการชีวิตตัวเองก่อนแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องเริ่มต้นกับความยุ่งๆ อีก
แล้วจะมีเขียนใหม่นะ คิดถึงทุกๆ คนเลย
 
 
いつもの笑顔の裏で、うちだけ知っていることをわかると嬉しくなるんだ
自分がやってたことが役に立って、信頼されて、言ってくれたってわかったから
 
何も知らない人からうちらをくっつけようとして、二人とも苦笑いしたんだ
事実はそんな単純なことじゃないって二人ともわかっているから
 
さよならではなく、いつでもメールしてって言ってくれて、余計に切なくなるんだ
またいつか会えるかもしれないと期待してしまうから
 
      ありがとうと君に言われると 何か切ない
      さよならの後に消えぬ笑顔 甘くほろ苦い
 
涙を流したのは、その優しさの自分だけがわかっている意味を知っているから
 
また、会える日が来るまで・・・
 
ปล.รูปนี่คือถ่ายกับเพื่อนในห้องผู้หญิง 7 คนกับเพื่อนในคลับแบดตอนม.ปลาย 3 คนคับ